วิธีสร้างสมดุลระหว่างชีวิตส่วนตัวและการทำงาน


ตอนสมัครงานคุณได้จินตนาการไว้หรือไม่ว่าคุณจะทำงานหนักแค่ไหน เชื่อว่าหลายคนไม่ได้คิดถึงเรื่องนี้ กว่าจะรู้ตัวก็พบว่าชีวิตมีแต่งาน งาน และงานแล้ว จนเกิดคำถามว่า นี่เรากำลังทำงานมากไปหรือเปล่า? แม้กระทั่งตอนนี้บางคนก็อาจจะยังไม่รู้ตัว แต่จงรู้ไว้ว่าหากคุณต้องทำงานจนไม่มีเวลาแม้แต่กินข้าวกลางวันอย่างสบายใจ หายใจเข้าออกเป็นงาน คุยเรื่องงานแม้แต่ตอนกินข้าวเย็นที่บ้าน ห้าทุ่มแล้วยังไม่หยุดเช็คอีเมล์ นั่นหมายความว่าสมดุลระหว่างชีวิตส่วนตัวและการทำงานของคุณเริ่มสั่นคลอนซะแล้ว ซึ่งถ้าหากไม่ปรับเปลี่ยนก็อาจทำให้คุณเหนื่อยกับการทำงานมากขึ้นโดยไม่จำเป็น หากไม่รีบแก้ไขอาจทำให้เกิดความเครียดสะสมและเหน้ดเหนื่อนจนหมดไฟ เพราะฉะนั้นเราจึงควรรู้ว่าการทำงานจนชีวิตไม่สมดุลนั้นเป็นเพราะอะไร และมีแนวทางแก้ไขอย่างไร  

จดบันทึกกิจกรรมของตัวเอง ดังนั้นจดบันทึกทุกสิ่งที่คุณทำในทุกวันเป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์ ข้อมูลนี้จะช่วยให้เข้าใจว่าคุณกำลังใช้เวลาไปกับอะไรและทำกิจกรรมแต่ละอย่างนานแค่ไหน สิ่งไหนจำเป็นหรือไม่จำเป็น มีงานไปก้าวก่ายชีวิตส่วนตัวไหม หรือมีเรื่องส่วนตัวไปเบียดเบียนเวลางานหรือเปล่า  
เน้นย้ำว่าต้องจดอย่างละเอียดจริงๆ ทั้งกิจกรรมส่วนตัวและการทำงาน ไม่เว้นแม้กระทั่งการเข้าเฟซบุ๊คแค่สองสามนาที เพราะเวลาที่ใช้ในโซเชียลมีเดียและท่องอินเทอร์เน็ตที่เราคิดว่าใช้เวลาสั้นๆ แต่เมื่อทำบ่อยๆ ตลอดทั้งวัน เวลาสั้นๆ เหล่านั้นก็เพิ่มเป็นชั่วโมงได้ 
จำกัดขอบเขตและชั่วโมงการทำงาน คนเรามักจะหางานที่ตัวเองมีเวลาทำได้สะดวก แต่พอทำนานๆ ปรากฎว่าทุกเวลาในชีวิตทุ่มให้กับงานไปหมดแล้ว เพราะไม่ยอมเด็ดขาดกับเวลาเลิกงานนั่นเอง ไม่ว่าจะทำงานที่บ้านหรือออฟฟิศ หากคุณไม่จำกัดขอบเขตและชั่วโมงการทำงานที่แน่นอนและทำตามอย่างเคร่งครัด คุณก็จะต้องตอบอีเมล์หรือรับโทรศัพท์เรื่องงานไม่หยุดหย่อน เพื่อหลีกเลี่ยงความเหนื่อยหน่ายนี้ เมื่อเลิกงานแล้วพยายามอย่าคิดเรื่องงานอีก ให้เวลาเลิกงานคือเวลาส่วนตัวจริงๆ  (ยกเว้นกรณีคอขาดบาดตาย) แนะนำให้แจ้งเพื่อร่วมงานด้วยว่าในเวลาส่วนตัวถ้าไม่จำเป็นจะไม่คุยเรื่องงาน แต่คุณก็ต้องทำให้เห็นว่าเวลาทำงานคุณเป็นมืออาชีพแค่ไหน   
จัดลำดับความสำคัญ การจัดลำดับความสำคัญของงานและชีวิตส่วนตัวในแต่ละวันจะช่วยคุณสามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานและมีเวลาพักผ่อนมากขึ้น ต่อให้คุณมีรายการที่ต้องทำยาวเหยียด แต่ถ้ามีการจัดลำดับความสำคัญที่ดี ก็จะทำให้ชีวิตง่ายขึ้น ซึ่งเราสามารถลำดับความสำคัญสิ่งต่างๆ เป็นสี่ประเภท ได้แก่ เร่งด่วนและสำคัญ, สำคัญแต่ไม่เร่งด่วน, เร่งด่วนแต่ไม่สำคัญ, ไม่เร่งด่วนและไม่สำคัญ เพียงเท่านี้คุณก็จะรู้แล้วว่าต้องทำอะไรก่อนหลัง ไม่ต้องรีบเร่งทำไปหมดซะทุกอย่าง 
จัดตารางให้กับกิจกรรมส่วนตัว ใครๆ ก็มีตารางงานใช่ไหม แล้วตารางชีวิตส่วนตัวล่ะมีหรือเปล่า สงสัยไหมว่าทำไมคุณไม่มีเวลาทำเรื่องส่วนตัวสักที ทั้งที่งานก็ไม่ได้ยุ่งอะไรมากมาย นั่นเป็นเพราะคุณไม่ได้ตั้งใจให้ความสำคัญกับสิ่งนั้นจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังกาย ไปเที่ยวกับครอบครัว กินข้าวกับเพื่อน หรือเดินเล่นกับสัตว์เลี้ยง ก็สามารถล่มได้โดยง่ายดายหากคุณไม่ได้กำหนดวันเวลาไว้ชัดเจน และถึงแม้กำหนดไว้แล้วคุณก็จะลืม การทำตารางกิจกรรมส่วนตัว จะทำให้คุณไม่มัวแต่ทำงานจนลืมว่าอยากทำอะไรเพื่อตัวเองบ้างในแต่ละวัน แต่ทำแล้วต้องตั้งไว้ในที่ที่มองเห็นด้วยนะ    

ตกแต่งพื้นที่ทำงานให้สวยงามและสะดวกสบาย หางานที่ชอบว่ายากแล้ว แต่หาที่ทำงานที่ถูกใจนั้นยากกว่า การปรับแต่งพื้นที่ทำงานให้มีความสวยงามและสะดวกสบายด้วยสิ่งของที่ชื่นชอบ เช่น ต้นไม้ รูปภาพครอบครัว ภาพวาดสวยๆ เบาะรองนั่งนุ่มๆ สีที่ชอบ หรือแค่จัดโต๊ะทำงานให้สะอาด โล่ง โปร่ง สามารถช่วยให้บรรยากาศในการทำงานดีขึ้นได้ และยังช่วยทำให้คุณรู้สึกเป็นตัวเองในเวลาทำงานมากขึ้นอีกด้วย 
  
รู้จักปฏิเสธ แม้ตอนสมัครงานจะมีขอบเขตการทำงานให้ และคุณตั้งใจว่าจะทำแค่นั้น แต่ในการทำงานจริงย่อมมีบ้างที่คุณจะถูกไหว้วานหรือขอให้ช่วยงานบางอย่างที่นอกเหนือจากหน้าที่ของตัวเอง ซึ่งหากไม่เบียดเบียนงานของตัวเองหรือชีวิตส่วนตัวมากนักเชื่อว่าหลายคนย่อมทำให้ได้ แต่ในบางครั้งที่งานนอกเหนือหน้าที่เหล่านั้นมากเกินจนทำให้คุณทำงานหนักก็อาจต้องปฏิเสธไปบ้าง บอกไปตรงๆ ว่าคุณไม่สามารถรับงานเพิ่มได้จริงๆ ไม่อย่างนั้นคุณอาจกลายเป็นมนุษย์ที่จมอยู่กับงานที่จนทำอย่างอื่นไม่ทัน 

หางานอดิเรกที่ชอบทำ วิธีหนึ่งในการแยกชีวิตส่วนตัวและงานออกจากกันคือ ลดการคิดถึงงานเมื่ออยู่บ้าน เพราะการคิดเรื่องงานตอนพักผ่อนอยู่บ้านจะรบกวนชีวิตส่วนตัวของคุณ เช่นเดียวกับการคิดฟุ้งซ่านเรื่องส่วนตัวในเวลางานที่สามารถลดประสิทธิภาพในการทำงานได้ เพราะฉะนั้นถ้าหากหยุดอยู่บ้านแล้วล็อกเอาท์จากงานไม่ได้ ให้ลองหางานอดิเรกที่ชอบทำ เลือกสิ่งที่ทำแล้วมีความสุข สมองจะได้ไม่ว่างคิดเรื่องงานอีก


สมดุลไม่ได้แปลว่าต้องอยู่ตรงกลาง สมดุลระหว่างชีวิตส่วนตัวและการทำงาน ไม่ได้หมายความว่าในทุกวันคุณจะต้องแบ่งเวลาส่วนตัวกับงานออกจากกันอย่างสิ้นเชิง แต่สมดุลคือคุณต้องไม่รู้สึกว่างานทำให้คุณเดือดร้อน บางวันคุณอาจตั้งใจทำงานอย่างหนัก ในขณะที่วันอื่น ๆ คุณอาจมีเวลาส่วนตัวมากขึ้นเพราะทำงานเสร็จหมดแล้ว หรืออาจเร่งทำงานแล้วหาเวลาพักร้อนบ้างเพื่อฟื้นฟูพลังกายและใจ ไม่ใช้ทำงานอย่างเดียวไปตลอดทั้งปี